เทิดพระเกียรติ 84 พรรษา

posted on 10 Jul 2011 16:42 by noppest



พระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาล เมานท์ออเบอร์น (Mount Auburn) เมืองเคมบริดจ์ (Cambridge) รัฐแมสสาชูเซตต์  (Massachusetts) สหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีเถาะ นพศก จุลศักราช  ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม  พุทธศักราช ๒๔๗๐  มีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช เป็นพระโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช  กรมหลวงสงขลานครินทร์ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี) และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์

 

 

 

 

       ซึ่งภายหลังทั้งสองพระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธย  เป็นสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร  อดุลยเดชวิกรม  พระบรมราชชนก  และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  มีพระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา  กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ พฤษภาคม  พุทธศักราช  ๒๔๖๖  ณ กรุงลอนดอน  ประเทศอังกฤษ  กับพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล  เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๐ กันยายน  พุทธศักราช  ๒๔๖๘ ณ เมืองไฮเดลแบร์ก  ประเทศเยอรมนี

 

          เมื่อพุทธศักราช  ๒๔๗๑  ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก  ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต  เกียรตินิยม  จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  สหรัฐอเมริกา  กลับประเทศไทย ประทับ ณ วังสระปทุม  ต่อมาในวันที่ ๒๔ กันยายน  พุทธศักราช  ๒๔๗๒  สมเด็จพระบรมราชชนกสวรรคต  ขณะนั้น  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงเจริญพระชนมายุได้ไม่ถึง ๒ ปี  และเมื่อมีพระชนมายุได้  ๕ ปี  ได้ทรงเข้ารับการศึกษาชั้นต้น  ณ โรงเรียนมาแตร์เดอี  กรุงเทพฯ  จึงถึงพุทธศักราช ๒๔๗๖  จึงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ เมือง โลซานน์  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี  พระเชษฐภคินี  และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช  เพื่อทรงศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนเมียร์มองต์ (Mieremont)  ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส  ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ  จากนั้นทรงเข้าศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ณ เอกอล  นูแวล  เดอ ลา ซืออิส โรงมองต์ (Ecole Nouvelle de la Suisse Romande)  ตำบลแชลลี (Chailly)  เมืองโลซานน์  เมื่อทรงรับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์  จากยิมนาส กลาซีค  กังโตนาล (Gymnase Classique Cantonal)  แห่งเมืองโลซานน์แล้ว  ทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยโลซานน์  โดยทรงเลือกศึกษาในแขนงวิชาวิศวกรรมศาสตร์

 
 
พระราชกรณียกิจ

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9  ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นพุทธมามกะ ดังจะเห็นได้จากการที่พระองค์ทรงผนวชในพระพุทธศาสนา ประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธศาสนา ซึ่งพิธีบรรพชาอุปสมบทนั้นได้มีบันทึกไว้อย่างละเอียดดังต่อไปนี้...

พ ร ะ ร า ช พิ ธี บ ร ร พ ช า อุ ป ส ม บ ท
         ลุถึงวันจันทร์ที่  22  ตุลาคม  พุทธศักราช  2499  เป็นวันที่จะต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย  และจดจำในดวงใจของพสกนิกรชาวไทยทุกคน  ด้วยเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี  จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร  ผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่  9  แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์  จักได้ทรงสละราชสมบัติ  เสด็จออกทรงพระผนวชในบวรพระพุทธศาสนา โดยทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์  พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
          พระราชพิธีบรรพชาอุปสมบทของสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า อันจัดเป็นพระราชพิธีมหามงคลอันยิ่งใหญ่  เริ่มขึ้นในวันจันทร์ที่  22  ตุลาคม  พุทธศักราช  2499 เวลา 14.00  น. 
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งมายังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ครั้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง ทรงพระดำเนินสู่ที่เปลื้องเครื่องหลังพระอุโบสถ  เสร็จแล้ว สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงจรดพระกรรบิดเปลื้องพระเกศาเป็นพระฤกษ์ (ใช้กรรไกรขริบเส้นผมเป็นปฐมฤกษ์)  จากนั้นเจ้าพนักงานภูษามาลาถวายต่อจนเสร็จ

          ครั้นเวลา 15.00 น. ล่วงแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเศวตพัสตร์ตามแบบผู้แสวงอุปสมบท  ทรงพระดำเนินเข้าสู่พระอุโบสถทางพระทวารหลังแล้วเสด็จออกหน้าพระฉาก  ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร  พระสัมพุทธพรรณี  และพระพุทธรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยแล้ว ทรงรับผ้าไตรและบาตรสำหรับทรงอุปสมบท จากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปประทับในท่ามลางสังฆสมาคมในพระอุโบสถ มีพระสงฆ์ผู้จะนั่งหัตถบาส  จำนวน 30 รูป อยู่ด้านเหนือ  โดยมีสมเด็จพระสังฆราชวัดบวรนิเวศวิหาร  ทรงเป็นพระราชอุปัชฌายาจารย์  (อุปัชฌาย์)  และถวายศีล  สมเด็จพระวันรัต  วัดเบญจมบพิตร  เป็นพระราชอนุสาวนาจารย์
          ภายในพระอุโบสถทางด้านใต้  มีพระบรมวงศานุวงศ์  คณะองคมมนตรี  คณะรัฐมนตรี  ประธานสภาผู้แทนราษฎร   และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่  เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท  นอกจากนั้น  เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ที่ชานพระอุโบสถทั้งหน้าหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงถวายเครื่องราชสักการะแด่สมเด็จพระสังฆราชผู้เป็นพระราชอุปัชฌายาจารย์  แล้วทรงขอบรรพชา
          สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช  ทรงถวายโอวาทสำหรับบรรพชาความว่า
          “บัดนี้  สมเด็จพระบรมบพิตรทรงมีพระราชศรัทธาความเชื่อ  พระราชปสาทะความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้ทรงขอบรรพชาอุปสมบท รวมความว่า บวชในพระพุทธศาสนาตามพระราชประเพณีของพระเจ้าแผ่นดินที่เป็นบรมราชจักรีวงศ์และตามแบบของกษัตริย์ก่อนๆ เพราะฉะนั้น จึงควรน้อมพระราชหฤทัยระลึกถึงพระพุทธเจ้า  ซึ่งเป็นพระบรมศาสดา ประกาศพระศาสนา และทรงระลึกถึงพระธรรม คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งประกาศสัจจะความจริงอันไม่แปรปรวน  และระลึกถึงพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วได้ความเชื่อความเลื่อมใส  ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจนได้ดบรรลุถึงคุณพิเศษในพระพุทธศาสนา  คือ  พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  เพราะฉะนั้น ในบัดนี้ จงตั้งพระราชหฤทัยระลึกถึงคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเรียกว่าศาสนธรรมอันประกาศสัจธรรม ธรรมะที่เป็นจริง  และระลึกถึงพระสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้า  เช่นนี้ จึงควรบวชในพระพุทธศาสนา

 


edit @ 10 Jul 2011 17:29:42 by noppest

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet