กระทิง

posted on 04 Sep 2011 20:48 by noppest

 

 

กระทิง (อังกฤษ: Gaur) เป็นวัวป่าชนิด Bos gaurus ในวงศ์ Bovidae ขนยาว ตัวสีดำหรือดำแกมน้ำตาล เว้นแต่ที่ตรงหน้าผากและครึ่งล่างของขาทั้ง 4 เป็นสีขาวเทา ๆ หรือเหลืองอย่างสีทอง เรีบกว่า "หน้าโพ" ขาทั้ง 4 ข้างตั้งแต่เหนือเข่าลงไปถึงกีบเท้ามีสีขาวเทาหรือเหลืองทอง ทำให้มองดูเหมือนสวมถุงเท้า สีขนของกระทิงบริเวณหน้าผากและถุงเท้าเกิดจากคราบน้ำมันในเหงื่อซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสัตว์ชนิดนี้ คอสั้น และมีพืม (เหนียงคอ) ห้อยยาวลงมาจากใต้คอ เขามีสีเขียวเข้ม ปลายเขามีสีดบริเวณโคนเขามีรอยย่นซึ่งรอยนี้จะมีมากขึ้นเมื่อสูงวัยขึ้น

กระทิงตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย ลูกที่เกิดขึ้นจะมีสีน้ำตาลแกมแดงเหมือนสีขนของเก้ง มีเส้นสีดำพาดกลางหลัง ลูกกระทิงขนาดเล็กจะยังไม่มีถุงเท้าเหมือนกระทิงตัวโต มีความยาวลำตัวและหัว 250 - 300 เซนติเมตร หาง 70 - 105 เซนติเมตร ความสูงจากพื้นถึงหัวไหล่ 170 - 185 เซนติเมตร น้ำหนัก 650 - 900 กิโลกรัม โดยตัวผู้มีน้ำหนักมากกว่าตัวเมีย มีการกระจายพันธุ์ในภาคใต้ของจีนอินเดียภูฐานเนปาลพม่าไทยลาวกัมพูชาเวียดนามมาเลเซีย โดยแบ่งออกได้เป็นพันธุ์ย่อย 5 สายพันธุ์ คือ B. g. laosiensis พบในพม่าถึงจีน B. g. gaurus พบในอินเดียและเนปาล B. g. readeiB. g. hubbacki พบในไทยและมาเลเซีย และ B. g. frontalis หรือกระทิงเขาทุย มีเขาที่สั้น เชื่อว่าเป็นลูกผสมระหว่างกระทิงกับวัวบ้าน พบในอินเดีย

มีพฤติกรรมอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง โดยฝูงหนึ่งมีสมาชิกตั้งแต่ 2 - 60 ตัว สมาชิกในฝูงประกอบด้วยตัวเมียและลูก บางครั้งอาจเข้าไปหากินรวมฝูงกับวัวแดง (B. javanicus) หรือสัตว์กินพืชชนิดอื่น ตัวผู้มักอาศัยอยู่ตามลำพังแต่จะเข้าไปอยู่รวมฝูงเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ฝูงกระทิงจะเดินหากินสลับไปกับการนอนหลับพักผ่อนตลอดทั้งวัน โดยบางตัวจะนอนหลับท่ายืนหรือนอนราบกับพื้น สามารถอาศัยอยู่ได้ในหลากหลายสภาพป่า ทั้งป่าเบญจพรรณป่าเต็งรังป่าดิบแล้งป่าดิบเขา หรือบางครั้งก็อาจเข้าไปหากินอยู่ตามไร่ร้างหรือป่าที่อยู่ในสภาพฟื้นฟูจากการทำลาย มักหากินอยู่ไม่ไกลจากแหล่งน้ำมากนักเนื่องจากอดน้ำไม่เก่ง ช่วงฤดูหลังไฟไหม้ป่า จะออกหากินยอดไม้อ่อนและหญ้าระบัดที่มีอยู่มากตามทุ่งหญ้า และป่าเต็งรัง สถานะในประเทศไทยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 2 พบเพียงที่เดียว คือ เขาแผงม้า ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และสถานะในสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) จัดให้อยู่ในระดับ CR (Critically Endangered) หมายถึงมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในพื้นที่ธรรมชาติขณะนี้

กระทิง มีชื่อเรียกอื่นว่า "เมย" เป็นต้น

 

 

 

 

 

กระทิงมีรูปร่างคล้ายวัว ขนสั้นเกรียนเป็นมันสีดำหรือแกมน้ำตาล ขาสีขาวนวลคล้ายสวมถุงเท้า บริเวณหน้าผากมีหน้าโพธิ์สีเทาปนขาวหรือปนเหลือง สันกลางหลังสูง มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย เขาโค้ง โคนเขามีสีเหลือง ปลายเขาสีดำ ใต้ผิวหนังมีต่อมน้ำมันซึ่งน้ำมันมีกลิ่นฉุนเล็กน้อย 
       

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชียแถบประเทศอินเดีย พม่า อินโดจีน มาเลเซียและไทย ในป่าเมืองไทยสามารถจำแนกได้ 2 สายพันธุ์ย่อย คือ Bos gaurus readei เป็นสายพันธุ์ที่พบทางป่าภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ภาคเหนือและอีสาน อีกสายพันธุ์หนึ่งคือ Bos gaurus hubbachi พบทางภาคใต้และเทือกเขาตะนาวศรี 
     กระทิงชอบกินดินโป่ง หญ้า หน่อไม้ ใบไม้อ่อน และผลไม้ป่าบางชนิดเป็นอาหาร 

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบที่อยู่ห่างไกล ทั้งป่าทุ่งหญ้าและป่าภูเขา ตามปกติไม่ดุร้ายเว้นแต่ถูกทำร้ายหรืออยู่ในระหว่างฤดูผสมพันธุ์ ส่วนใหญ่มักอยู่รวมกันเป็นฝูงและไม่ชอบนอนแช่ปลักเหมือนควาย 
     กระทิงสามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ส่วนใหญ่จะผสมพันธุ์ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ตัวเมียตั้งท้องนาน 9 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว และมีอายุยืน 25-30 ปี 

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 


edit @ 4 Sep 2011 22:21:00 by noppest

HomEWoRK

posted on 16 Aug 2011 21:24 by noppest

1. มัลติมีเดียคืออะไร เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูลอย่างไร

มัลติมีเดีย คือ การนำเสนอข้อมูลหลายๆรูปแบบพร้อมๆกัน เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูล คือ สามารถนำเสนอข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ ผู้รับข้อมูลสามารถเลือกรับข้อมูลได้ ไม่ต้องเรียงลำดับ และสามารถนำไปใช้ร่วมกับการนำเสนอข้อมูลแบบอื่นๆได้ เช่น ภาพยนตร์ เกม เป็นต้น

 

2. การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ดีกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์อย่างไร

เพราะ เป็นการนำเสนอที่ครอบคลุมทั่วโลก สามารถนำเสนอข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ เชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลอื่นๆได้ รวมถึงสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆระหว่างผู้รับข้อมูลและผู้เสนอข้อมูลได้อีกด้วย

 

3. Microsoft Powerpoint สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดได้บ้าง  

รูปภาพ  ภาพนิ่ง slide วิดีโอ

 

 4. การเชื่อมโยงภายในและภายนอก Microsoft Powerpoint แตกต่างกันอย่างไร 

การสร้างการเชื่อมโยงภายในจะสร้างจุดเชื่อมโยงไปยังจุดอื่นๆ ในไฟล์เดียวกันแต่การสร้างการเชื่อมโยงภายนอก จะเป็นการเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลอื่นๆ นอกไฟล์งานนำเสนอ

 

5. นอกจากคอมพิวเตอร์แล้ว ยังมีเทคโนโลยีใดที่ช่วยส่งเสริมในการนำเสนอข้อมูลบ้าง 

โทรศัพท์มือถือ  protector

 

6. นักเรียนคิดว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดสามารถทำได้ง่ายที่สุด เพราะเหตุใด

multimedia  เพราะ เป็นการนำเสนอให้ผู้รับจำใจในข้อมูลได้งาน

7. การตกแต่งเพิ่มเติมด้วยแม่แบบใน Microsoft Powerpoint สามารถทำได้อย่างไร   

คลิกขวาบนพื้นที่ว่าง > ออกแบบภาพนิ่ง > แม่แบบการออกแบบแถบเครื่องมือ

8. การกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหวใน Microsoft Powerpoint สามารถตั้งค่าได้ที่ใด  

คลิกขวาที่กล่องข้อความหรือวัตถุ > การเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง > เพิ่มลักษณะพิเศษ

 

9. ยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูลตัวหนังสือ หรือตัวอักษรมาอย่างน้อย 3 โปรแกรม

Power point

Microsoftword   notepad

10. ถ้าไม่มีกล่องข้อความใน Microsoft Powerpoint จะสามารถสร้างงานนำเสนอข้อมูลได้หรือไม่ อย่างไร

ได้ นำเสนอให้รูปแบบรูปภาพ วีดีโอ แทน

11. เครื่องพิมพ์เป็นฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอข้อมูลด้วย Microsoft Powerpoint หรือไม่ อย่างไร

ไม่จำเป็นเพราะ การนำเสนอของ power point เป็นการนำเสนอแบบ slide show จึงไม่ต้องการเครื่องพิมพ์

12. Microsoft Powerpoint สามารถแทรกรูปภาพ ภาพยนต์ และเสียงได้หรือไม่ ถ้าได้มีวิธีการอย่างไร 

ได้ โดย คลิกที่แถบเมนู เลือกรูปภาพ หรือภาพยนตร์และเสียง แล้วเลือกจากแฟ้ม เลือกรูปภาพ หรือภาพยนตร์และเสียงที่ต้องการแล้วกดแทรก

 

13. การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผนผัง และกราฟ ดีกว่าการนำเสนอด้วยตัวหนังสือหรือตัวอักษรอย่างไร  บางข้อมูลอาจไม่เหทาะกับการนำเสนอด้วยตัวอักษรเช่น จำนวนประชากร จึงทำให้การนำเสนอแบบแผนถูมิ ดีกว่าการนำเสนอแบบตัวอักษร  และยังช่วยในการเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ

14. การสร้างงานนำเสนอด้วย Microsoft Powerpoint สำหรับผู้รับข้อมูล 20 คนพร้อมกันจะต้องใช้ฮาร์ตแวร์และซอฟต์แวร์ใดบ้าง  

ฮาร์ตแวร์ได้แก่ คอมพิวเตอร์ 

ซอร์ฟแวร์ได้แก่ power point  

15. ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวหนังสือหรือตัวอักษร รูปภาพหรือภาพนิ่ง แผนภูมิ แผนผัง กราฟ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน 

รูปแบบมัลติมิเดีย

 

pascal

posted on 10 Jul 2011 17:31 by noppest

ภาษาปาสคาล


 

ภาษาปาสคาลสร้างขึ้นเพื่อใช้สอนการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้เป็นระบบและมี ระเบียบเป็นโครงสร้างเนื่องจากเป็นภาษาที่มีรูปแบบง่าย ต่อความเข้าใจ เขียนเป็นโปรแกรมได้เร็วแก้ไขปรับปรุงง่าย   ผู้สร้างภาษานี้คือ ดร.เวียร์ เมื่อประมาณปี พ.ศ.2514 ซึ่งหลังจากออกแบบแล้ว ได้มีผู้นำไปเขียนเป็น โปรแกรมตัวแปร
(COMPILER) โดยที่ตัวแปรที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ TURBO PASCAL ของบริษัทบอร์แลนด์และปัจจุบันได้ถูกพัฒนาไปเรื่อยๆ  

ในอดีตภาษาคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่าฟอร์แทรนและโคบอลเป็นภาษาที่นิยมให้มากที่สุด ภาษาฟอร์แทรนพัฒนาขึ้นใช้ในปี พ.ศ. 2499 เป็นภาษาที่ใช้เพื่อประยุกต์
งานด้านตัวเลขได้ดีเยี่ยม ส่วนภาษาโคบอลพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ. 2502 มุ่งใช้งานด้านประมวลผลธุรกิจ สำหรับภาษาปาสคาลได้รับการพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ. 2513 
โดย นิเคลาส์ เวียร์ธ(Niklaus Wirth) แห่งเทคนิเคิล ยูนิเวอร์ซิตี้ ในเมืองซูริค ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบันและจะนิยมกันมาก
ในอนาคต จุดประสงค์ของการใช้ภาษาปาสคาลเบื้องแรกก็คือ ฝึกนิสัยการเขียนโปรแกรมให้มีระเบียบระบบหรือฝึกการเขียนโปรแกรมโครงสร้าง ภาษาปาสคาลเป็น
ภาษาที่ออกแบบขึ้นให้มีความง่ายต่อการทำงาน การเข้าใจและการใช้ ปาสคาลเป็นชื่อของนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อว่า Blaise Pascal ซึ่งได้คิดเครื่องคำนวณ
ระบบกลไกขึ้นเป็นคนแรกจึงได้รับเกียรติให้ตั้งเป็นชื่อภาษาคอมพิวเตอร์ซึ่งเวียร์ธเป็นผู้สร้างภาษานี้ขึ้น ใช้กันกว้างขวางในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเพื่อสอนการเขียน
โปรแกรมโครงสร้าง และใช้เป็นภาษาเอนกประสงค์(general purpose) ซึ่งประยุกต์ใช้ได้ทั้งคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่และไมโครคอมพิวเตอร์โปรแกรมง่าย ๆ

โปรแกรมภาษาปาสคาลที่สมบูรณ์และง่ายที่สุดจะต้องเป็นดังนี้

PROGRAM MyfirstProgram(OUTPUT);
BEGIN
WRITELN(‘This is my program);
END.
    เมื่อโปรกรม ดำเนินการจะให้ผลลัพธ์ดังนี้ This my program. โปรแกรมภาษาปาสคาลจะเขียนอักษรตัวพิมพ์เล็ก ตัวพิมพ์ใหญ่ เมื่อไร ตรงไหนปนเปกันอย่างไร
ก็ได้ คอมพิวเตอร์จะดูด้วยตนเองว่ามันจะทำงานจริงหรือไม่

รงสร้างของโปรแกรมปาสคาล
       โครงสร้างของโปรแกรมประกอบด้วยการตั้งหัวเรื่อง โดยการตั้งชื่อของโปรแกรมขึ้นเองในบรรทัดแรกด้วยคำว่า PROGRAM MyfirstProgram คำว่าBEGIN เป็นส่วนที่แสดงจุดเริ่มต้นของโปรแกรม ในทางตรงกันข้าม END. แสดงว่าเป็นส่วนของโปรแกรมที่สิ้นสุดการทำงาน และเมื่อจั่วหัวโปรแกรมจะตามด้วยชื่อโปรแกรมที่เรา
ตั้งเอง แล้วตามด้วยเครื่องหมาย ; สรุปได้ว่าโครงสร้างของโปรแกรมเป็นดังนี้ ในขั้นแรก ไปดูโครงสร้างของการเขียน pascal กันค่ะ

โครงสร้าง pascal

program ...;
var ...

begin

end.

 

 

program
เป็นส่วน ตั้งชื่อของโปรแกรมเพื่อให้รู้ว่าคือโปรแกรมอะไร
ท้ายของชื่อ ให้เขียน ; (semi-colon) เพื่อเป็นการจบคำสั่ง
ส่วนนี้เราจะเขียนหรือไม่ก็ได้ เพราะส่วนนี้เป็นเพียงชื่อเท่านั้น

program  myprogram;
var ...

begin

end.

var   ส่วนนี้เป็นส่วนที่ใช้สำหรับประกาศตัวแปร

program  myprogram;

var

a : integer ;

b : string ;

c : char ;


begin

end.



ในเรื่องของตัวแปร ( variable )

การประกาศตัวแปรให้ เริ่มด้วย var

ตามด้วย

ชื่อของตัวแปร : ชนิดของตัวแปร ;

( ส่วนประกอบของตัวแปร )

 

ชื่อของตัวแปร
ให้เป็นภาษาอังกฤษ .. ส่วนจะเขียนตัวเล็ก หรือ ใหญ่มีผลเหมือนกัน
ตัวแรกห้ามเป็นตัวเลข และห้ามเว้นวรรค ให้ใช้ ขีดล่างแทน ( _ )

ตัวอย่าง
MyNumber : integer ;  /
mynumber : integer ;  /
12number : integer ;   X
my_num : integer ;    /
my num : integer ;     X

ชนิดของตัวแปร
มีหลายชนิด ส่วนที่ใช้บ่อยๆ มีดังนี้

ชนิดของตัวแปร

ขอบเขต

Shortint

-128 ... +127

Byte

0 ... 255

Integer

-32768 ... +32767

Word

0 ... 65535

Longint

-2147483648 ... +2147483647

Real

2.9 * 10-39  ...  1.7 * 1038

String

ตัวอักษร 255 ตัวอักษร

Char

ตัวอักษร 1 ตัวอักษรเท่านั้น


               ที่ต้องมี การกำหนด ชนิดตัวแปรไว้หลายประเภทนี้ ก็เพื่อสะดวกในการใช้งาน
เช่น integer ก็ไว้สำหรับตัวแปรตัวเลขที่ใช้คำนวณ ส่วน string ก็ใช้จัดการข้อมูลตัวอักษร
เพื่อความเหมาะสม  คือ เมื่อเราประกาศตัวแปรแล้ว โปรแกรมจะทำการจองหน่วยความจำ
ให้กับตัวแปรหากเราใช้ ชนิดตัวแปรให้กว้างที่สุดแบบเดียวกันหมด.. ก็อาจจะกินหน่วยความ
จำมากเกินไปก็เลยกำหนดไว้หลายประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับขนาดของข้อมูล

ตัวอย่าง
myname : string ;
yourname : string ;
age : byte ;
money : word ;

* ในการตั้งชื่อตัวแปร *
ควรตั้งชื่อ ที่สื่อความหมายได้ดี
เพื่อสะดวกในการแก้ไขโปรแกรม

begin

end. ส่วนนี้มีไว้สำหรับ สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน

program  myprogram;

var

a : integer ;

b : string ;

c : char ;

begin

write(' this is my first program') ;

end.


คำสั่งพื้นฐานที่จะต้องทำความรู้จักก็คือ

write( ) ;

ใช้สำหรับสั่งให้แสดงตัวอักษรบนจอ โดยใช้ร่วมกับเครื่องหมาย ' ... '

หรือจะใช้ตัวแปร ช่วยในการแสดงตัวอักษรก็ได้

ตัวอย่างที่ 1 write( );

this is a string in pascal program

program   write_string ;

var

        mystring : string ;

 

begin

        mystring := ' in pascal program' ;

        write('this is a string') ;

        write(mystring);

end.

 

หลังจากเขียนโปรแกรมนี้เสร็จให้ลอง Compile โดย กด Ctrl+F9
ตามด้วย Alt+F5 เพื่อดูผลลัพธ์

โครงสร้างขั้นพื้นฐาน
เป็นไปตามที่ได้กล่าวไว้ ได้แก่
    1. ส่วนประกาศตัวแปร ( var .. )
   2. ส่วนการทำงาน ( begin .. ไปถึง end.)แต่ความจริงยังมีส่วนประกอบ อีกหลายส่วน เช่น การประกาศค่าคงที่ การเรียกยูนิตมาใช้การเขียน โพรซีเจอร์ และฟังชั่น
การประกาศตัวแปร local และ global

 ลักษณะการใช้ถ้อยคำและชื่อในภาษาปาสคาลมี2 ลักษณะ
   1. คำสงวน (Reserved word) คือชื่อต่าง ๆ ที่มีความหมายอย่างเดียวกันเสมอไม่ว่าจะเขียนขึ้นที่ใดของโปรแกรม เป็นคำหรือชื่อที่นิยามไว้เป็นการเฉพาะ เช่น คำที่เขียน
ว่า BEGIN END REPEAT DIVเป็นต้น
    2. ชื่อที่ตั้งขึ้น (identifier) คือชื่อต่าง ๆ ที่ผู้เขียนโปรแกรมตั้งขึ้นเพื่อจะระบุถึงตัวแปรที่จะเก็บไว้ในหน่วยความจำ เพื่อช่วยเตือนความทรงจำของผู้เขียนโปรแกรมว่าชื่อที่ตั้ง
ขึ้นมีจุดประสงค์ที่จะใช้ในโปรแกรมอย่างไร ดังนั้นจึงนิยามขึ้นมาเฉพาะในแต่ละโปรแกรม ความหมายของชื่อจึงเปลี่ยนไป ชื่อที่ตั้งขึ้น(identifier) จะต้องด้วยตัวอักษรแล้วตาม
ด้วยศูนย์ หรือตัวอักษรหรือตัวเลขเท่านั้น และต้องเขียนทุกตัวติดกันหมด เช่น CURRENTSCORE,Y12,MY_BIRTH_DAY, NCC1997 เป็นต้น จำนวนตัวอักษรหรือ
ความยาวของชื่อเขียนได้โดยไม่จำกัด แต่คอมไพเลอร์บางตัวจะใช้อักขระเพียง 8 ตัวแรกเท่านั้น นิยมใช้ชื่อที่สื่อความหมายในสิ่งที่เราหมายถึงโดยใช้คำสั้น ๆ แทนข้อความที่สมบูรณ์
กฎเกณฑ์ของซีนเท็กซ์ (syntax)  คือกฎที่นิยามโครงสร้างของภาษา                ภาษาที่เราใช้ในการเขียนโปรแกรมมนุษย์สามารถเข้าใจความหมายได้แต่ คอมพิวเตอร์ไม่สามารถเข้าใจเว้นแต่โปรแกรมปาสคาลนี้จะต้องถูกแปลหรือคอมไพล์ ให้เป็นภาษาเครื่อง
ก่อนหากถูกคอมไพล์โดยไม่ผิดพลาดในเรื่องซีนแท็กซ์แล้วละก็ โปรแกรมสามารถดำเนินการ(execute) ได้